เรื่องราวดาราศาสตร์เป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นหาคำตอบมาอย่างเนิ่นนาน ตั้งแต่สังเกตการเคลื่อนตัว การสำรวจดวงดาวฯลฯ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ยิ่งเราสำรวจมากเท่าไร เราก็ยิ่งค้นพบเรื่องที่ยังไม่รู้มากขึ้นเท่านั้น ล่าสุดด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นทำให้เราได้ค้นพบดาวดวงใหม่

สุดขอบสุริยะ

ย้อนกลับไปตอนเด็กหากเราไม่ได้เป็นคนที่สนใจเรื่องราวดาราศาสตร์มากนัก จะมีภาพจำอย่างหนึ่งว่าระบบสุริยะจักรวาลของเราสุดขอบก็คือ ดาวพลูโต ที่ไกลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึง แต่เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น นิยามสุดขอบจักรวาลก็เปลี่ยนแปลงไป พวกเค้ากำหนดสุดขอบจักรวาลขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อว่า Heliosphere ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไกลกว่าดาวพลูโตมากนัก เมื่อกำหนดขอบเขตขึ้นใหม่ทำให้ระยะพื้นที่สำรวจขยายกว้างขึ้นไปอีก

วัตถุโพ้นดาวเนปจูน

ย้อนกลับไปตอนที่เราเจอดาวพลูโต มันถูกกำหนดให้เป็นวัตถุโพ้นดาวเนปจูนเท่านั้นเอง แต่ดาวพลูโตไม่ได้เป็นเพียงแค่วัตถุชิ้นเดียวที่ถูกค้นพบ จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การสำรวจทำได้มากขึ้นทั้งในแง่ของคุณภาพ และปริมาณ เราเลยค้นพบวัตถุโพ้นดาวเนปจูนมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้เราค้นพบวัตถุดังกล่าวมากถึง 2,000 ชิ้น

Makemake กับ Haumea

ที่ต้องเล่าเรื่องราววัตถุโพ้นดาวเนปจูน ก็เพราะว่าเราค้นพบวัตถุมากมาย บางชิ้นมีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโตเลย หนึ่งในนั้นก็คือ Makemake อ่านว่า มาเกะ มาเกะ ชื่อตามเมืองฮาวาย ตัวนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 2005 ตัวดาวมีขนาดใหญ่ประมาณสองในสามของพลูโต นอกจากนั้นมันยังมีดวงจันทร์เป็นบริวารอีก 1 ดวงด้วยวงโคจรของมันรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลามากถึง 309 ปี มากกว่าโลกหลายเท่าทีเดียว
อีกหนึ่งวัตถุที่มาคู่กันเลยก็คือ Haumea ดาวดวงนี้เด่นหน่อยตรงที่รูปทรงเป็นวงรี รูปทรงแบบนี้ทำให้มันหมุนรอบตัวเองใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง (เวลาในดาวคงเร็วน่าดูต่อวัน) แรงเหวี่ยงของมันเองที่เป็นวัตถุทรงรีทำให้เกิดพลังงานด้วย ส่วนการโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลานานถึง 284 ปี นานใช่เล่นเหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น Haumea ยังมีจุดเด่นที่เพิ่งค้นพบทีหลังมันมีวงแหวนในตัวเองด้วย น่าสนใจว่าวงแหวนนี้จะทำให้ค้นพบอะไรได้อีกบ้าง
ดวงดาวอันแสนไกลทั้งสองดวงอย่าง Makemake และ Haumea เป็นอีกหนึ่งการค้นพบวัตถุโพ้นดาวเนปจูนที่น่าสนใจมาก ในอนาคตต้องมาดูกันว่าทั้งสองดาวนี้จะถูกยกระดับเข้าเป็นดวงดาวในระบบสุริยะหรือไม่ (คาดว่าคงยาก) หรือเราจะค้นพบวัตถุโพ้นดาวเนปจูนอื่นอีก เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปีเทคโนโลยีคงทำให้เรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น